กระตุ้นไทยแลนด์ให้มีพื้นที่สีเขียว (Green space) เยอะ ๆ กันเถอะ

พื้นที่สีเขียว หมายถึง พื้นที่โล่งแจ้งที่มีพืชพรรณไม้ที่มีความอุ้มน้ำปกคลุมอยู่บริเวณพื้นที่นั้น และเป็นพื้นที่ที่ประชากรสามารถเข้าไปใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเสรี แต่ต้องอยู่ในความควบคุมโดยกฎหมายพื้นที่สีเขียว โดยปกติกฎของการใช้พื้นที่สีเขียวจะมีข้อห้ามอยู่ว่าห้ามตั้งโรงงานอุตสาหกรรม หรือกิจการ โรงแรมที่มีขนาดใหญ่ นั่นก็เพราะการป้องกันการรบกวนธรรมชาติ และการทำลายทรัพยากรมากเกินไป เริ่มต้นสร้างพื้นที่สีเขียวให้โลกและเมืองไทย จากข้อมูลข่าวต่างประเทศที่มีการสำรวจพื้นที่สีเขียว ไม่น่าเชื่อว่าประเทศสิงคโปร์จะอยู่ในอันดับหนึ่ง ซึ่งประเทศที่มีขนาดเล็กกว่ากรุงเทพมหานครและมีจำนวนประชากรน้อยกว่า กลับคว้าอันดับที่ 1 ไปครอง โดยประเทศสิงคโปร์มีจำนวนพื้นที่สีเขียว 29.3 % ของพื้นที่ทั้งหมด ค่าเฉลี่ยของพื้นที่สีเขียวของประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ 66 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะองค์กรอนามัยโลกค่าเฉลี่ยพื้นที่สีเขียวอย่างน้อยควรจะมี 9 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน ส่วนกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยของเรานั้น ข้อมูลของเรามีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ 2.5 เท่า โดยระบุว่ามีพื้นที่สีเขียวเพียง 38 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น % ก็มีเพียงแค่ 2.4% เท่านั้น และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่ติดอันดับหรือตกสำรวจไปเลย ทั้งที่ประเทศไทยมีพื้นที่เยอะ แต่ทำไมประเทศไทยถึงมีพื้นที่สีเขียวน้อยเหลือเกิน พื้นที่สีเขียวตามความหมายที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงพื้นที่เกษตร อันนั้นเราไม่นับ เพราะวัตถุประสงค์การที่จะกระตุ้นให้สร้างพื้นที่สีเขียว คือการสร้างพื้นที่ที่มีพันธุ์ไม้ที่มีประโยชน์ มีคุณสมบัติซึมน้ำได้ เป็นพืชที่เป็นไม้ยืนต้น ไม่ใช่ไม้ล้มลุก นั่นก็เพื่อการรักษ์โลก การสร้างระบบนิเวศให้สมดุลขึ้น อ่านเพิ่มเติม: โลกร้อน…

เทคโนโลยีกับโลกอนาคต

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายในเรื่องของเทคโนโลยี ขึนอย่างรวดเร็วจนปรับตัวแทบตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตได้สะดวกมากขึ้น รูปแบบใหม่ของการศึกษา ธุรกิจ การขนส่งคมนาคม การแพทย์และสุขภาพ การติดต่อสื่อสาร หรือแม้แต่เรื่องปัจจัย 4 เช่น เรื่องของอาหารการกิน ที่สะดวกขั้นว่านั่งรออยู่บ้านก็ได้กินอาหารที่อยากกิน การ Shopping online สินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ล้วนแต่สามารถสั่งให้มาส่งถึงหน้าประตูบ้านของเราได้ อนาคตหลังจากนี้อีก 10-20 ปีข้างหน้า จะเห็นได้ว่าปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาใช้เทคโนโลยีเกือบทุกเรื่องในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกรวดเร็วทันใจได้มากขึ้นเพียงแค่คลิกเดียว และมีแนวโน้มว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้า โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ จะขอยกตัวอย่างเรื่องเด็ดมาให้ดูกันว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เทคโนโลยีการทางการแพทย์ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาในเรื่องของการวินิจฉัยโรคภัยไข้เจ็บได้เร็ว และมีความถูกต้องแม่นยำสูงมาก ทำให้แพทย์ได้รักษาคนไข้ได้อย่างปลอดภัยและตรงกับโรค และช่วยในการพักฟื้นหรือการรักษาบาดแผลได้เร็ว ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น แต่ไฮไลท์อยู่ที่ในอนาคตสามารถที่จะสร้างอวัยวะเทียมได้มีเสถียรภาพมากขึ้น การปลูกถ่ายอวัยวะจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่แน่ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า มนุษย์เราอาจจะมีอายุยืนได้ถึง 500 ปี ก็เป็นไปได้ AI กับมนุษย์จะทำงานร่วมกัน มนุษย์จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับหุ่นยนต์ เหมือนอย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์หรือ ซีรี่ย์ต่างประเทศ ในอนาคตข้างหน้ามันอาจจะเกิดขึ้นจริง เพราะว่ามนุษย์มีขีดจำกัดในการทำงานที่ไม่สามารถต่อเนื่องยาวนานได้ จึงมีหุ่นยนต์เป็นเสมือนผู้ช่วยหรือเลขา คอยจัดการ ดูแล แบ่งเบาภาระให้มนุษย์ได้ ไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้ามนุษย์จะสร้างหุ่นยนต์ให้ทดแทนในบางอาชีพได้ เช่น…